| ‘เอเจล ’ยิ้มร่าสิ้นปี’52ยอดร่วมพันล้านตั้งเป้าหมายใหม่รับปีขาล1,450ล้านบาท |
| “เอเจล” ระรื่นรับยอด ปี 2552 ร่วมพันล้าน หลังขยับเป้าหมายเพิ่ม2 ครั้งเมื่อปีที่ผ่านมา “สุวัฒน์” ยาหอมนักขาย ร่วมใจเป็น |
| หนึ่งเดียว ทำมุ่งสู่ความสำเร็จได้ ปีนี้อัดกลุยทธ์แนวรุกพรึ่บ ออกสินค้าใหม่-เพิ่มศูนย์-ขยายห้องประชุม-ประชาสัมพันธ์แบรนด์เพิ่ม-เน้น บริการคอลเซ็นเตอร์ช่วย CRM วางเป้าหมายดุสิ้นปี 2553 ขอคว้า 1,450 ล้านบาท นายชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอเจล เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับยอดขายของบริษัทโดยประมาณการในปี 2552 หากคิดตามราคาสมาชิกนั้น ณ วันล่าสุดที่เช็คยอดใน 2 อาทิตย์สุดท้ายของเดือนธันวาคม เราขาดอีกเพียงประมาณ 42 ล้านบาท ก็จะถึงยอด 1,000 ล้าน แต่ถ้าหากคิดตามราคาค้าปลีกทั่วไปคงบอกได้ว่าบริษัทฯเลยจุดนั้นมาแล้ว “ตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขได้ชัดเจน แต่หากแม้สรุปยอดปี2552จะไม่ถึงพันล้าน ตอนนี้เราก็แทบจะยิ้มไม่หุบแล้ว เพราะถือได้ว่าทุกอย่างเติบโตได้ดีเกินความคาดหมายไปเยอะ เพราะหากย้อนไปตั้งแต่ช่วงแรกของปี 2552 เราปรับเป้าหมายขึ้นมาที่ 700 ล้าน ก็ยังสามารถทำได้ทะลุเป้า และเมื่อขยับเป้าหมายขึ้นมาอีกครั้งที่พันล้าน แล้วสามารถทำได้มาถึงจุดนี้ ขาดไปเพียงนิดเดียวก็จะครบพันล้าน ก็ถือได้ว่าเอเจลประสบความสำเร็จมากแล้ว” ทั้งนี้ผลประกอบการที่ดีนั้น ไม่ใช่อยู่ที่การบริหารของบริษัทแต่เพียงผู้เดียว แต่นี่คือความร่วมมือร่วมใจที่ประสบผลสำเร็จ ระหว่างบริษัทและเหล่าผู้นำทุกท่าน ที่มีจุดประสงค์ไปในทิศทางเดียวกัน “สำหรับยอดขายในปี 2553 นั้น เราจะตั้งเป้าขยับขึ้นไปอีกที่ 1,450 ล้านบาท ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายอีกหรือไม่นั้น เมื่อหมดไตรมาสแรก หรืออีกใน 3 เดือนข้างหน้าเราจะประชุมและมีการมาสรุปอีกครั้งหนึ่ง” ส่วนกลยุทธ์ที่จะทำให้บริษัทฯไปสู่ยอด 1,450 ล้านบาทนั้น ปัจจัยที่1 คือการออกสินค้าใหม่ ที่บริษัทมีแผนจะออกในทุกไตรมาส ให้หลากหลายและตอบสนองความต้องการได้มากขึ้น ปัจจัยที่2 คือการสื่อสารประชาสัมพันธ์แบรนด์ให้ออกไปสู่สาธารณะมากขึ้น อย่างเช่นเคเบิ้ลทีวีที่เรากำลังวางแผนอยู่ ปัจจัยที่3 คือการจัดตั้งศูนย์เพิ่มขึ้นเพื่อบริการสมาชิก โดยตั้งใจว่าจะเปิดศูนย์สาขามาตรฐานเพิ่มอีก 4 แห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มียอดขายสูง ในแต่ละภาคของประเทศ นอกจากนี้บริษัทยังจะมีการขยับขยายห้องประชุมเพื่อรองรับสมาชิกได้เพิ่มขึ้น และช่วยสมาชิกให้ขยายสายงานได้ง่ายขึ้น และปัจจัยสำคัญข้อสุดท้าย คือการมุ่งมั่นบริการคอลเซ็นเตอร์ เพื่อช่วยด้านCRM ที่คาดว่าเดือนนี้จะมียอดการโทรเข้ามาไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นสาย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้บริษัทแก้ปัญหาได้ตรงจุดและเพิ่มยอดขายได้อย่าง ต่อเนื่อง เพราะเมื่อปัญหาน้อยลงทุกคนก็จะธุรกิจได้มีความสุขขึ้น |
| อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 7 ฉบับที่ 171 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 มกราคม 2553 |
‘เอเจล ’ยิ้มร่าสิ้นปี’52ยอดร่วมพันล้านตั้งเป้าหมายปีขาล1,450ล้าน
| ‘เอส เอ็มอีเน็ตเวิร์คฯ’ลงสนามขายตรงน้ำมังคุด ชูค่าสมัคร300ตลอดชีพ-ส่งสินค้าเด็ด2ตัวโกยยอด |
| “เอสเอ็มอี เน็ตเวิร์คฯ” เปิดตัวสู้ศึก MLM เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ ปีแรกเปิดตัว 2 สินค้าเด็ด น้ำสารสกัดจากเปลือกมังคุด “San |
| new” และสมุนไพร “Sertules” สำหรับผู้ชาย ค่าสมัคร 300 บาทตลอดชีพ ตั้งเป้าปีแรกขอโกย 40-50 ล้านบาท นายพสิษฐ์ อินทร์งาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอ็มอี เน็ตเวิร์ค มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า เอสเอ็มอีฯเป็นบริษัทของคนไทยและขายสินค้าที่เกิดมาจากภูมิปัญญาไทย โดยสินค้าที่จะออกวางจำหน่าย ในช่วงแรก มี 2 รายการด้วยกัน ได้แก่ น้ำสารสกัดจากเปลือกมังคุด แบรนด์ “Sannew” และ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเสริมสุขภาพสำหรับท่านชาย ภายใต้แบรนด์ “Sertules” ซึ่งบริษัทใช้ระยะเวลาในการศึกษาและวิจัยมาหลายปี จนมั่นใจว่าสินค้านี้จะได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ที่รักสุขภาพ อีกทั้งค่าสมัครชิกบริษัทวางไว้ที่ 300 บาทครั้งเดียวตลอดชีพ ทั้งนี้การออกผลิตภัณฑ์ “Sannew” ของบริษัท คาดว่าจะได้รับกระแสตอบรับดีมาก เพราะสามารถดื่มได้ทุกเพศ ทุกวัย และมีรสชาติที่กลมกล่อม ราคาสำหรับสมาชิก จำหน่าย 12 ขวดอยู่ที่ 3,900 บาท และราคาจำหน่ายปกติอยู่ที่ 4,440 บาท ขนาดบรรจุประมาณ 250 CC ต่อขวด และแม้บริษัทจะได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์พร้อมกันถึง 2 ตัว แต่บริษัทจะยังเน้นในส่วนของสินค้าน้ำสารสกัดจากเปลือกมังคุด Sannew เป็นหลัก เนื่องจากเป็นตลาดที่กว้างกว่า และยังสามารถจำหน่ายสินค้าที่ขายได้ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้บริโภคมากกว่า ผลิตภัณฑ์สมุนไพร Sertules สำหรับผู้ชาย โดยในส่วนของแผนการตลาดด้านสินค้านั้น บริษัทจะได้เริ่มรุกตลาดของสินค้าสมุนไพร Sertules สำหรับผู้ชายในช่วงต้นปีนี้อย่างจริงจังมากขึ้น โดยคาดว่าสัดส่วนรายได้จะแบ่งออกเป็น น้ำสารสกัดจากเปลือกมังคุด Sannew 80-90% ขณะที่สมุนไพร Sertules น่าจะอยู่ที่ประมาณ 10% ขณะที่รายได้ในปีแรกตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 40-50 ล้านบาท |
| อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 7 ฉบับที่ 171 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 มกราคม 2553 |
ฉลอง10 ปี”เส้นทางนักขาย”ขยาย“ทีวีดาวเทียม”เพิ่ม“ดูดีแชนแนล”
| ฉลอง10 ปี”เส้นทางนักขาย”ขยาย“ทีวีดาวเทียม”เพิ่ม“ดูดีแชนแนล” |
| อลังการ!! ฉลองครบรอบ 10 ปี “เส้นทางนักขาย” สื่อครบวงจร “โทรทัศน์-หนังสือพิมพ์-เว็บไซต์-SMS” บอสใหญ่ “พ.ต.ธนพงษ์” จับมือพันธมิตรใหม่ “ดูดีแชนแนล” ขยายช่องทางออกอากาศรายการโทรทัศน์ “เส้นทางนักขาย” - |
| “ก้าวทันประกันภัย” จากสถานีข่าว 24 ชั่วโมง “เนชั่นแชนแนล” เชื่อมสัญญาณเพิ่มออกอากาศผ่านดาวเทียม THAICOM5 ระบบ “C-Band” พร้อมพัฒนาเว็บไซต์ www.sumret.com ชมรายการย้อนหลังได้ เริ่มต้นปีใหม่นี้ ! พ.ต.ธนพงษ์ จันทร์ทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สำเร็จดอทคอม จำกัด เจ้าของสื่อ “เส้นทางนักขาย” และ “ก้าวทันประกันภัย” เปิดเผยว่า ในโอกาสที่บริษัทฯ ดำเนินการมาจะครบรอบ 10 ปี ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 หน้านี้ ในฐานะที่เป็นสื่อครบวงจรที่มีทั้ง รายการโทรทัศน์ “เส้นทางนักขาย” ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 -21.30 น. ทางเนชั่นแชนแนล สถานีข่าว 24 ชม. รายการโทรทัศน์ “ก้าวทันประกันภัย” ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 20.30 -21.30 น. ทางเนชั่นแชนแนล และ “หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย” รายปักษ์ วางแผงทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ธุรกิจเครือข่าย ที่เจาะกลุ่มธุรกิจขายตรง และ ก้าวทันประกันภัย ที่เจาะกลุ่มประกันภัย ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย ไปจนถึงเว็บไซต์ www.sumret.com เว็บไซต์แห่งแรกของประเทศไทย ที่รวบรวมข่าวจากหนังสือพิมพ์เส้นทางนักขายไปจนถึงทุกความเคลื่อนไหวของวง การประกันและขายตรงมาไว้ในที่เดียวกัน ตลอดจนถึงข่าวด่วนประกันภัย “สดทันทีที่มีข่าวประกัน” ผ่านเครือข่ายมือถือหรือ “SMS” พ.ต.ธนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับจุดเด่นของรายการทั้ง 2 รายการ คือ ออกอากาศในเวลา “ไพร์มไทม์” ของ “สถานีข่าว 24 ชั่วโมง” อันดับหนึ่งของประเทศไทย “เนชั่นแชนแนล” เพราะบริษัทฯเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นกับเนชั่นแชนแนลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งต่างจังหวัดยังสามารถรับชมรายการผ่านเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นเครือข่ายเน ชั่นได้ทั่วประเทศ จุดนี้ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่รายการต่างๆจะถูกเลือกมาออกอากาศได้ แต่โชคดีที่เนชั่นแชนแนลเป็นช่องข่าวคุณภาพ ที่จับมือกับสมาคมเคเบิ้ลทีวีแห่งประเทศไทยมาตั้งแต่เริ่มต้น “ในโอกาสพิเศษที่บริษัทฯและรายการโทรทัศน์เส้นทางนักขาย ได้ดำเนินการมาจะครบรอบ 10 ปี ส่วนหนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย จะครบรอบ 7 ปี ย่างเข้าสู่ปีที่ 8 ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 เราจึงจับมือกับพันธมิตรใหม่เพิ่มเติมอีก เพื่อตอบแทนผู้ชมทุกคน โดยการเซ็นสัญญากับช่องโทรทัศน์ดาวเทียมใหม่ “ดูดีแชนแนล” เพื่อรับสัญญาณจากเนชั่นแชนแนล ไปเชื่อมออกอากาศผ่านดาวเทียมไทยคม 5 เพิ่มอีกหนึ่งช่องทาง การขยายช่องทางการรับชมรายการโทรทัศน์ครั้งนี้ ทำให้ประชาชนอีกกลุ่มใหญ่ที่ฐานดาวเทียม C-Band หรือจานดำ สามารถรับชมรายการของเราได้ทันที ส่งผลให้เรามีฐานคนดูเพิ่มอีกนับสิบล้านคน นับเป็นรายการโทรทัศน์ที่ครอบคลุมพื้นที่ได้สมบูรณ์แบบมาก” พ.ต.ธนพงษ์กล่าว และว่า นอกจากนี้ผู้ที่สะดวกจะชมรายการสดผ่านเว็บไซต์ในต่างประเทศหรือในประเทศไทย เอง ในช่วงเวลาดังกล่าวสามารถชมได้จาก www.nationchannel.com และ สำหรับผู้สนใจติดตามชม “รายการเส้นทางนักขาย” และ “รายการก้าวทันประกันภัย” ย้อนหลัง สามารถติดตามได้ใน www.sumret.com โดยการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดจะเริ่มต้นในเดือนมกราคม 2553 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม สำหรับ ดูดีแชนแนล (DooDeeChannel) นั้นยังสามารถติดตามชมได้ถึง 3 ช่องทางด้วยกัน ได้แก่ ช่องทางที่ 1 รับชมผ่านการติดตั้งจานดาวเทียม THAICOM5 ระบบ C Band ใช้จาน C-Band 1.5 เมตรขึ้นไป (จานดำ) รับสัญญาณจากดาวเทียม THAICOM-5, Frequency:3506, Symbol Rate: 1852, FEC:3/4, Polalization:V ครอบคลุมพื้นที่รับชมได้กว่า 26 ประเทศ ได้แก่ อัฟกานิสถาน ภูฏาน กัมพูชา ฮ่องกง อินโดนีเซีย แคชเมียร์ ลาว มองโกเลีย เนปาล ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา บังกาลาเทศ บรูไน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย พม่า ปากีสถาน สิงคโปร์ ไต้หวัน ช่องทางที่ 2 รับชมได้จากเคเบิ้ลท้องถิ่นใกล้บ้าน ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการเคเบิ้ลท้องถิ่นมากกว่า 600 ราย โดยแต่ละรายจะมีสมาชิกเฉลี่ยระหว่าง 10,000 – 50,000 ราย เมื่อคำนวณโดยเฉลี่ยแล้ว มีฐานผู้รับชมไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน (เฉลี่ยครอบครัวละ 4 คน) ช่องทางที่ 3 รับชมผ่านอินเตอร์เน็ต www.doodeechannel.com สามารถ ON LINE รับชมได้ทั่วโลก ซึ่งมีฐานผู้ชมอีกกว่า 100 – 1,000 ล้านราย |
| อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 7 ฉบับที่ 170 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2552 |
‘ดร.สม ชาย’ย้ำ‘Value Innovation’ชวน‘โชว์ห่วย’เข้าระบบ‘จอยมาร์ท’
| ‘ดร.สม ชาย’ย้ำ‘Value Innovation’ชวน‘โชว์ห่วย’เข้าระบบ‘จอยมาร์ท’ |
| “ดร.สมชาย” ยิ้มร่า!กลยุทธ์ “Value Innovation” แรง ชี้ช่วย “นักขาย”ทำตลาดง่ายขึ้น ล่าสุดเผยผู้ผลิตสินค้าหลายรายสมัครสมาชิกเข้าระบบทำ “จอยมาร์ท” เล็งต่อชักชวน “โชว์ห่วยไทย” ใครทำตลาดไม่เป็น ให้เข้ามาร่วมศึกษาระบบ |
| เครือข่ายแนวใหม่ช่วยพัฒนาธุรกิจ ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าของตำนานขายตรงสะดวกซื้อ “จอยมาร์ท” เปิดเผย “เส้นทางนักขาย” ว่า ตลอดปีที่ผ่านมาจนเข้าไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 ในขณะนี้ ตนเชื่อว่ากลยุทธ์ต่างๆที่ตนรุกตลาดมาโดยตลอด กำลังมาถูกทางแล้ว “อย่างที่ยืนยันมาตลอดปีว่า เราจะยึดหลักกลยุทธ์Value Innovationในการบริหารงาน ตอนนี้ผมได้ทำการมอนิเตอร์ตัวเลขอย่างเป็นทางการ ผมบอกได้เพียงว่าทั้งจอยมาร์ทและธุรกิจเครือข่ายขณะนี้กำลังโตอย่างต่อ เนื่อง เพราะวันนี้เราเป็นเจ้าเดียวที่ทำให้ลูกค้าได้เห็นคุณค่าที่หลากหลายกว่า อย่างแท้จริง สามารถเพิ่มจำนวนลูกค้าที่ซื้อประจำกับเราได้ และช่วยขยายแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นอีกมหาศาลด้วย” ทั้งนี้สำหรับกลุยทธ์Value Innovation หลักสำคัญนั้นคือ นวัตกรรมที่ผู้ประกอบการจะใช้ ต้องเป็นนวัตกรรมที่เข้าไปเสริมคุณค่าและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าให้ ตรงจุดด้วย เพราะหากเพียงแค่สร้างความแตกต่างได้ แต่กลับไม่สามารถตอบสนองลูกค้าได้เลยนั้น นวัตกรรมนั้นก็จะไร้ประโยชน์และสิ้นเปลืองโดยสิ้นเชิง “ยุคนี้ต้องบอกว่าใครที่คิดอะไรได้ดีกว่า ตรงกับความคาดหวังของลูกค้า ก็จะสร้างลูกค้าที่อยู่กับเราตลอดไปได้ หลักการก็คือว่าต้องสามารถลดต้นทุนที่เรามี และสามารถเพิ่มประโยชน์ให้กับลูกค้า และสร้างกำไรให้กับเราด้วย” สิ่งสำคัญคือ 1.ทำสินค้าที่ไม่ใช้สินค้าขายตรง ให้กลายเป็นสินค้าในระบบขายตรง 2. สามารถเปลี่ยนจากศูนย์สาขาเดิม ที่หากไม่มีสมาชิกเข้ามาซื้อสินค้าก็จะไม่มีรายได้ ให้กลายเป็นศูนย์ที่มีรายได้จากคนทั่วไปที่เข้ามาซื้อสินค้าขายปลีกในจอยมา ร์ท 3.เปิดกว้างให้ลูกค้าทั่วไป สนใจมาเป็นนักธุรกิจขายตรงได้ง่ายขึ้น 4. สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นจากสาขาของจอยมาร์ท ทั้งหมดนั้นทำให้บริษัทฯสามารถเพิ่มทั้งคุณค่า ลูกค้า และผลกำไรได้ในขั้นตอนเดียว “ตอนนี้นักธุรกิจอิสระของบริษัทฯ ทำงานได้ง่ายขึ้นมาก เนื่องจากสามารถแนะนำผู้มุ่งหวังให้เข้ามาซื้อสินค้าที่จอยมาร์ท ที่ไม่ใช่แค่มีสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป แต่มีสินค้าขายตรง และห้องประชุมด้วย ทุกคนจึงเข้าถึงง่าย มีสาขาทั่วปะเทศ ที่มีระบบPOSทราบยอดขายได้ทันที พร้อมออนไลน์คะแนนที่สมาชิกสามารถรับผลประโยชน์ได้ในวันรุ่งขึ้น เร็วกว่า สะดวกกว่า และคุ้มค่ากว่า” ความสำเร็จของจอยมาร์ทยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายรายที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเอง เข้ามาติดต่อขอนำสินค้าของตนเองเข้ามาทำธุรกิจในระบบของบริษัทฯ และตนเองก็เข้ามาเป็นหนึ่งในนักธุรกิจอิสระหรือเปิดเป็นอีกศูนย์สาขาของ บริษัทฯ “วันนี้ผมอยากชวนให้คนที่อยากมีธุรกิจของตนเอง มีสินค้าของตนเอง หรือมีร้านค้าของตัวเองที่เรียกว่าร้านโชว์ห่วยอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะทำตลาดอย่างไรให้ไปรอด ลองของเข้ามาศึกษาระบบของจอยมาร์ท เพราะบริษัทฯมีระบบรองรับทุกอย่างพร้อม ไม่ว่าจะเป็นระบบPOS ซัพพลายเชน และมี CRM ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งยังเป็นธุรกิจเครือข่ายที่สร้างรายได้ไม่จำกัดได้อีกด้วย” ดร.สมชายกล่าว อย่างไรก็ตาม “จอยมาร์ท” เปิดขึ้นมาครั้งแรกในปีพ.ศ.2548 ปัจจุบันขยายสาขาไปแล้วกว่า 40 สาขาทั่วประเทศ |
| อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 7 ฉบับที่ 170 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2552 |
‘กิฟฟา รีน’จับมือพันธมิตร‘โตชิบ้า’เจาะคนรุ่นใหม่
‘กิฟฟา รีน’จับมือพันธมิตร‘โตชิบ้า’เจาะคนรุ่นใหม่เป้าปีแรก50ล้านบ.
“กิฟฟารีน” ผนึกกำลัง “โตชิบ้า” มัดใจฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้าปีแรกโกยยอดขาย 50 ล้านบาท พร้อมมุ่งขยายศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มเผย 11 เดือนที่ผ่านมาทำยอดรวมพุ่งทะลุเป้า 4,200 ล้าน มั่นใจยอดสิ้นปีนี้ทะลุ 4,600 ล้านบาทแน่นอน
พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้ตกลงเซ็นสัญญากับพันธมิตรใหม่ บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เพื่อนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายผ่านสมาชิกของทางกิฟฟารีน ที่มีกว่า 5.5 ล้านคน โดยมีคนรุ่นใหม่ อายุต่ำกว่า 30 ปี ถึง 40% เชื่อว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะสนใจใช้ผลิตภัณฑ์ของทางโตชิบา โดยตั้งเป้ายอดขาย 1 ปีแรก จะมีรายได้เข้ามาประมาณ 50 ล้านบาท
ซึ่งมองว่าเป้าหมายของกลุ่มผู้ซื้อจะเป็นสมาชิกเป็นหลัก ขณะที่การจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าครั้งนี้ ระดับราคาจะไม่แตกต่างจากช่องทางขายเดิม แต่อาจจะมีส่วนลดให้สมาชิกบ้างเล็กน้อย รวมถึงนำไปสู่คะแนนสะสมของสมาชิก แต่คาดว่าสัดส่วนยอดขายจากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะไม่สูงมาก เพราะมาร์จิ้นน้อย เมื่อเทียบกับสินค้าอื่นๆ
ส่วนช่วงไตรมาสสุดท้ายที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มสินค้าระดับกลางถึงพรีเมี่ยมขายดีมาก อีกทั้งในแง่การซื้อสินค้าต่อครั้งเพิ่มสูงขึ้นด้วย จาก 300-500 บาท เพิ่มเป็น 1,000 บาท ถือเป็นแนวโน้มที่ดีที่มองว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว จึงมั่งใจว่าสิ้นปีกิฟฟารีน จะมีรายได้ตามเป้าที่ 4,600 ล้านบาท เติบโต 10% ขณะที่ 11 เดือนที่ผ่านมาทำได้แล้ว 4,200 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในปีหน้าบริษัทจะมุ่งขยายการลงทุนเกี่ยวกับศูนย์กระจายสินค้า ขนาดใหญ่ 2 แห่ง แห่งละ 70 ล้านบาท ที่นครราชสีมาและเชียงใหม่ที่ต้องขยายเพิ่ม อีกทั้งจะขยายศูนย์กระจายสินค้าขนาดเล็กอีกราว 20 แห่ง การลงทุนที่ 3 ล้านต่อแห่ง โดยปีหน้าตั้งเป้ายอดขายที่ 5,000 ล้านบาท
ทางด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า จากนโยบายของทางโตชิบา ที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในทุกกลุ่ม ตั้งแต่ระดับแมสไปจนถึงพรีเมี่ยม และที่สำคัญคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ทางบริษัทต้องมีการมองหาช่องทางใหม่ๆในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น
ล่าสุดเล็งเห็นถึงศักยภาพของช่องทางขายตรง จึงได้ร่วมกับทาง บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ในการนำผลิตภัณฑ์เกือบทุกตัวของทางโตชิบา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน อย่าง ตู้เย็น เครื่องซักผ้า รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง หม้อหุงข้าว เตาอบไมโครเวฟ ยกเว้นเครื่องฟอกอากาศที่กิฟฟารีนยังติดสัญญาผูกพันกับทางคู่ค้าเดิมอยู่ เข้าไปจำหน่ายผ่านสมาชิกของทางกิฟฟารีน
ทั้งนี้ในต่างประเทศโมเดลนี้ยังไม่เคยถูกใช้มาก่อน ส่วนสำคัญที่เลือกกิฟฟารีน เพราะต่างมีนโยบายในการดำเนินธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน คือ การนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดมอบให้กับลูกค้า ดังนั้นจึงได้เกิดความร่วมมือในครั้งนี้ขึ้น
อย่างไรก็ตามสำหรับผลประกอบการของโตชิบา สิ้นปีงบประมาณ 2552 (เม.ย.52-มี.ค.53) คาดว่าจะมีรายได้ราว 6,500 ล้านบาท เติบโต 10% ขณะที่ปีต่อไปตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 10% เช่นกัน ซึ่งกลุ่มสินค้าไอที ถือเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้มากสุด โดยปีนี้มีการเติบโตในแง่ยอดขายเพิ่มขึ้น 35% ส่วนยูนิตขายได้มากขึ้นกว่า 80%
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 7 ฉบับที่ 170 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2552
‘ดรีม ทีม’จับมือพันธมิตร‘แดนโสม’ วางเป้าใหญ่2ปีคาดขายได้10ล้านคน
“ดรีมทีม” เปิดแนวรุกผนึกพันธมิตร “แดนโสม” ปั้นสินค้าพลังงาน “ไบโอ ซินเนอร์จิสต์” รุกเจาะตลาดคนรักสุขภาพ มั่นใจผลักดันยอดขายผลิตภัณฑ์พุ่ง 3 เท่า ตั้งเป้าอลังการคาด 2 ปี คนไทยใช้กว่า 10 ล้านคน
นายเกรียงศักดิ์ แสงทอง ประธานบริหาร บริษัท ดรีมทีม (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทได้เปิดแนวรุกสู่ตลาด ด้วยการร่วมมือกับมร.อิน ซาง คิม ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงานนวัตกรรมนาโนไบโอ จากประเทศเกาหลีในการผลิต ผลิตภัณฑ์พลังงาน “ไบโอ ซินเนอร์จิสต์” ออกมาเจาะตลาดคนรักสุขภาพ
ทั้งนี้มร.อิน ซาง คิม เป็นบุคคลที่ทุ่มเท ค้นคว้าพัฒนาและทดสอบการใช้พลังงานนี้ กับการดูแลสุขภาพและความงาม ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวเกาหลีอย่างรวดเร็ว จนได้มีการขยายสาขาจาก 280 สาขา เป็น 1.2 พันสาขา ในเวลา 2 ปี โดยมีผู้ที่ใช้บริการและมีความรู้สึกพอใจ ร่วมตอบแบบสอบถาม กลับมามากถึง 2 หมื่นคน
นายเกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า “จากความสำเร็จในครั้งนั้น มร.อิน ซาง คิม จึงได้เข้ามาร่วมมือกับบริษัท ดรีมทีม ในการนำเทคโนโลยี ไบโอ ซินเนอร์จิสต์นี้มา ทำตลาดร่วมกับผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของบริษัทที่อยู่กว่า 1 พันรายการ ซึ่ง “พลังงาน ไบโอ ซินเนอร์จิสต์” คือพลังงานที่ได้จากสิ่งที่มีชีวิต เนื่องจากสิ่งมีชีวิตจะมีพลังงานที่วิ่งอยู่รอบตัวของมัน โดยพลังงานเหล่านี้ เป็นพลังที่จะเป็นตัวสร้างสมดุลให้กับตัวของสิ่งมีชีวิตนั้น โดยมนุษย์ก็เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ต้องการพลังงานนี้ ในการสร้างพลังเพื่อใช้เลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ให้เกิดความสมดุล”
โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะให้คนไทยได้ใช้ผลิตภัณฑ์นี้ถึง 10 ล้านคน ภายในระยะเวลา 2 ปี และอาจถึง 20 ล้านคน ในปีถัดไป ซึ่งดรีมทีมได้ทำการเพิ่มพลังซินเนอร์จิสต์เข้าไปไว้ในผลิตภัณฑ์ทุกตัว แต่ทางบริษัทจะไม่มีการเพิ่มราคาของสินค้า สามารถสังเกตได้จากสติกเกอร์กลมๆ สีเขียว มีข้อความเขียนว่า “Bio Synergist” ในทุกผลิตภัณฑ์ของบริษัท แม้แต่นาฬิกา หลุยส์ มอเรส์ เพื่อต้องการให้ผู้ที่ซื้อนาฬิกาชนิดนี้ไปใส่ได้รับพลังงานนี้เช่นกัน และตั้งเป้าว่ายอดการขายของผลิตภัณฑ์ทุกตัวต้องดีขึ้น 2-3 เท่า โดยเฉพาะนาฬิกา ที่มีการวางเป้าหมายไว้ในเรื่องยอดขายว่า จะสามารถมียอดขายเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 3 เท่าตัว
อย่างไรก็ดี ทางด้านการส่งเสริมการตลาดนั้น ขณะนี้บริษัทฯยังเตรียมที่จะเดินทางโรดโชว์ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเหล่าสมาชิก ซึ่งจะเน้นหนักไปที่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของพลังงานดังกล่าวที่มีการใส่ เพิ่มเข้าไปในผลิตภัณฑ์อีกด้วย
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 7 ฉบับที่ 170 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2552
GM‘เฮอร์บา ไลฟ์’ปรับกฏ!ห้ามต่ำกว่า18ปีทำธุรกิจสร้างแบรนด์ผุด‘นิวทริชั่นคลับ’800แห่ง ตลอดปี’53
“GM” คนใหม่ “เฮอร์บาไลฟ์ ไทยแลนด์” รับเพิ่งปรับกฏใหม่ห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ปีทำธุรกิจ หวังตีกรอบสมาชิกอยู่ในทางที่ถูก
ต้อง หลัง “เส้นทางนักขาย” ตีแผ่ปัญหาแม่ทีมรีครูทเดือดชวน “เด็กมัธยม” ลงทุนทำธุรกิจเฉียดแสน พร้อมผุดกลุยทธ์สร้างแบรนด์ปี 2553 ผ่าน “นิวทริชั่น คลับ” ศูนย์กลางการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลทั้งในเขตเมืองใหญ่และภูมิภาค คาดเปิดได้ไม่น้อยกว่า 800 คลับทั่วประเทศ สิ้นปี 2553
มร.ทิม แซนซัน รองประธานภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะผู้จัดการทั่วไปคนใหม่ของเฮอร์บาไลฟ์ ประจำประเทศไทย เปิดเผย “เส้นทางนักขาย” ถึงกรณีที่หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ได้นำเสนอสกู๊ปพิเศษในฉบับที่ 163 ประจำวันที่ 1 – 15 กันยายน 2552 และ ฉบับที่ 164 ประจำวันที่ 16 – 30 กันยายน 2552 เกี่ยวกับเรื่องของแม่ทีมกลุ่มหนึ่งที่ทำธุรกิจ ด้วยการรีครูทเด็กมัธยมอายุเพียง 17 ปี ให้ร่วมลงทุนด้วยเงินหลักหลายหมื่น กระทั่งผู้ปกครองโทรเข้ามาร้องเรียนกับกองบรรณาธิการเส้นทางนักขาย
โดยล่าสุดนั้น ทางบริษัทแม่รับรู้ถึงปัญหาดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้จะไม่สามารถลงรายละเอียดได้ว่า บริษัทฯดำเนินการกับแม่ทีมดังกล่าอย่างไรบ้าง แต่ก็บอกได้ว่า บริษัทฯไม่ได้ละเลยปัญหาดังกล่าว โดยมีการประชุมถึงการแก้ปัญหาและวิธีป้องกัน เพื่อให้นักธุรกิจได้ทำงานอย่างถูกต้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทีมบริหารได้ตัดสินใจ เปลี่ยนกฎระเบียบใหม่เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม นั่นคือ จากเดิมที่ระบุว่าสามารถให้เด็กอายุ 14 ปี เข้าทำธุรกิจได้ เปลี่ยนเป็นผู้ทำธุรกิจต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไปทำนั้น พร้อมกำหนดแนวนโยบายในการกำกับดูแลผู้จำหน่ายที่ทำผิดกฎให้เคร่งครัดขึ้น เพื่อหนุนแบรนด์ให้แข็งแกร่ง
นอกจากนี้ เฮอร์บาไลฟ์ได้เปิดแผนกลยุทธ์การตลาดสร้างแบรนด์ปี 2553 ด้วยการสร้างเครือข่ายสุขภาพภายใต้คอนเซ็ปท์ “นิวทริชั่น คลับ” หรือ “คลับ สุขภาพ” ศูนย์กลางเพื่อการสังสรรค์ของคนรักสุขภาพ ซึ่งเป็นโมเดลหนึ่งในกลไลความสำเร็จของเฮอร์บาไลฟ์ในหลายประเทศ โดยแนวคิดของการจัดตั้งนิวทริชั่น คลับเริ่มขึ้นครั้งแรกที่ประเทศเม็กซิโก และต่อมาได้มีการดำเนินการจัดตั้งคลับกับอย่างแพร่หลายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
โดยรูปแบบของนิวทริชั่น คลับแต่ละแห่งอาจจะมีความแตกต่างกันในหลายลักษณะ ทั้งรูปแบบ การตกแต่งและแนวทางการบริหาร ซึ่งสามารถยืดหยุ่นได้ตามความคิดสร้างสรรค์ของผู้จำหน่ายแต่ละคน โดยทางบริษัทจะคอยส่งเจ้าหน้าเข้าไปตรวจสอบให้ทุกแห่งมีระเบียบและมาตรฐาน ที่เหมือนกันเป็นระยะๆ โดยคาดว่าจะมีจำนวนคลับถึง 800 คลับทั่วประเทศ ภายในสิ้นปี 2553
นอกจากนี้บริษัทยังจะเน้น การจัดฝึกอบรมให้ความรู้เพื่อเพิ่มพูนทักษะในการประกอบธุรกิจให้แก่ผู้ จำหน่าย รวมถึงการจัดประชุมเพื่อเสริมสร้างความรู้ในวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ ทั้งยังมีการกำกับดูแล และการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องที่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันภาพลักษณ์ของแบรนด์ ตลอดจนความมั่นใจของผู้บริโภค ซึ่งกลยุทธ์ทั้งหมดนี้ตนเชื่อว่าจะช่วยทำให้แบรนด์เฮอร์บาไลฟ์แข็งแกร่งยิ่ง ขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับผลประกอบการในครึ่งปีแรกของเฮอร์บาไลฟ์ทั่วโลกยังถือว่าน่าพอใจ แม้ว่ายอดขายในไตรมาสที่ 3/2552 จะมีอัตราลดลง โดยมียอดขายสุทธิคิดเป็นมูลค่า 600.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากการแกว่งตัวของค่าเงินดอลลาร์ และมีรายได้สุทธิจำนวน 57.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
มร. แซนซัน กล่าวเพิ่มเติมว่า เฮอร์บาไลฟ์ยังคงมีกระแสเงินสดที่คล่องตัว ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินงานอย่างแข็งแกร่งในตลาดประเทศต่างๆ รวม 10 แห่ง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก ไต้หวัน บราซิล เกาหลี จีน อิตาลี เวเนซุเอลา มาเลเซีย และรัสเซีย ซึ่งในจำนวนนี้มี 3 ประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีอัตราการเติบโตของยอดขายในระดับ ตัวเลข 2 หลัก ได้แก่ เกาหลี มาเลเซีย และไต้หวัน
สำหรับตลาดที่มีอัตราการเติบโตของยอดขายเป็นตัวเลข 2 หลักในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีถึง 6 ประเทศจาก 13 ประเทศ ซึ่งผลประกอบการที่โดดเด่นของประเทศต่างๆ ในไตรมาสนี้ เป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้จัดจำหน่ายที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของบริษัทและการมี โอกาสทางธุรกิจ รวมถึงความมุ่งมั่นและทุ่มเททำงานอย่างหนักมาโดยตลอดของผู้จำหน่ายอิสระใน ทุกประเทศ และด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้เอง ส่งผลให้เฮอร์บาไลฟ์มีจำนวนผู้จำหน่ายอิสระระดับผู้นำในเอเชียแปซิฟิกเพิ่ม ขึ้นอีกประมาณ 11.7% หรือประมาณ 90,000 คน
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 7 ฉบับที่ 170 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2552
‘แฮ็ปปี้ฯ’เฮ‘ซีรีแอล’เจ๋ง!คาดช่วยยอดเพิ่ม40ล.ย้ำความสำเร็จจัด ‘FIRMING CONTEST 2nd’
“แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม” ตอกย้ำความสำเร็จผลิตภัณฑ์น้องใหม่ “ซีรีแอล” จัดแข่งขันนวดกระชับสัดส่วนครั้งที่ 2 “FIRMING CONTEST
2nd” สมาชิกแห่สมัครชิงชัยกว่า 120 ทีม ชิงรางวัลนับแสนบาท คาดสิ้นปีนี้ “กลุ่มซีรีแอล” ทำยอดขายได้ทะลุ 40 ล้านบาท
นายสุกิจ สัตย์เพริศพราย ประธานกรรมการ บริษัท แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้จัดงานแข่งขัน FIRMING CONTEST 2nd ณ สโมสรนายทหารอากาศบางซื่อ โดยงานเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 09.30 น. บรรยากาศภายในงานคับคั่งไปด้วยเหล่าสมาชิก และแขกผู้มีเกียรติ ที่มุ่งมั่นเพื่อคว้าชัยในการแข่งขันครั้งนี้
“เราจัดงานนี้ขึ้นเพื่อตอกย้ำความสำเร็จของผลิตภัณฑ์น้องใหม่ซีรีแอล ที่ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากสมาชิก ตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกไปไม่นาน ในที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งวันนั้นก็สามารถทำยอดขายได้ถึง 12 ล้านบาท และมียอดจำหน่ายต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอีกร่วม 14 ล้านบาท ทำให้มั่นใจว่า จนถึงสิ้นปีนี้กลุ่มซีรีแอลจะสามารถยอดขายได้ถึง 40 ล้านบาทอย่างแน่นอน” นายสุกิจกล่าว
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีสมาชิกสนใจเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 120 ทีม เพื่อชิงรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลถ้วยรางวัลเกียรติยศ พร้อมเงินสด 10,000 บาท และชุดผลิตภัณฑ์ซีรีแอลมูลค่ากว่า 20,000 บาท และรางวัลพิเศษโปรโมชั่นท่องเที่ยวชุมพร 1 ที่นั่ง
รองชนะเลิศอันดับที่ 1 จะได้รับรางวัลถ้วยรางวัลเกียรติยศ พร้อมเงินสด 7,000 บาท และชุดผลิตภัณฑ์ซีรีแอลมูลค่ากว่า 15,000 บาท และ รองชนะเลิศอันดับที่ 2 จะได้รับรางวัลถ้วยรางวัลเกียรติยศ พร้อมเงินสด 5,000 บาท และชุดผลิตภัณฑ์ซีรีแอลมูลค่ากว่า 10,000 บาท
และนอกจากนี้ภายในงานยังจัดให้มีการสาธิต “หน้าเบี้ยวจริง กับซีรีแอล” ด้วยผลิตภัณฑ์ซีรีแอล เฟเซียล เซ็ต ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการยกกระชับผิว และโปรโมชั่นพิเศษจากซีรีแอลสำหรับสมาชิกที่เข้าร่วมงานโดยเฉพาะ
นายสุกิจ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “บริษัทเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลความงาม จึงขยายผลิตภัณฑ์ในหมวดซีรีแอลเพิ่มอีก 2 ผลิตภัณฑ์ คือผลิตภัณฑ์ยกกระชับหน้าอก และผลิตภัณฑ์ยกกระชับความสาว โดยทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ จะเปิดตัวพร้อมกันในงานวันกียรติยศ ซึ่งในกรุงเทพฯและภาคกลางจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2553 ณ หอประชุมกองทัพอากาศดอนเมือง ภาคอีสาน ในวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2553 จ.ขอนแก่น ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคเหนือ ในวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2553 จ.พิษณุโลก ณ หอประชุมวิทยาลัยพิษณุโลก”
อย่างไรก็ตามนายสุกิจยังได้ทำการเปิดตัวโปรโมชั่นใหม่ ท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร โดยบอกว่าเป็นโปรโมชั่นที่ง่ายที่สุดในรอบศตวรรษ สร้างความตื่นเต้นให้กับสมาชิกเป็นอย่างมาก
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 7 ฉบับที่ 170 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2552